
มิตรภาพทางศาสนา สายธารเชื่อมศรัทธาศาสนิกสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่ทุกสิ่งเคลื่อนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ภาพของความหลากหลายทางศรัทธา วัฒนธรรม และศาสนา ยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นในสังคม พร้อมกับความไม่เข้าใจและความกังวลที่แทรกตัวอยู่ในความสัมพันธ์ของผู้คน แต่ในกระแสเหล่านั้น ยังมีบางสิ่งที่งดงามดำรงอยู่ นั่นคือ “มิตรภาพทางศาสนา” ที่เปรียบเสมือนสายธารเชื่อมโยงใจของผู้คนต่างศาสนาและวัฒนธรรม ให้ได้เรียนรู้ รับฟัง และอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ และสันติกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้ดำเนินพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนาและศรัทธา ไม่เพียงในระดับประเทศ หากแต่ขยายสู่เวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 25–27 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ได้นำคณะผู้แทนศาสนิกสัมพันธ์ไทย 5 ศาสนา ประกอบด้วย พระสงฆ์ สำนักจุฬาราชมนตรี สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย

สมาคมฮินดูสมาช และสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เดินทางสู่สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ องค์กรศาสนา หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคมของสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา พัฒนาความเข้าใจร่วมกัน และออกแบบกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม ให้ผู้คนต่างศรัทธาได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขภายใต้บริบทพหุวัฒนธรรม

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นแบบอย่างของรัฐพหุวัฒนธรรมที่สามารถบริหารจัดการความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เคยมองความแตกต่างเป็นข้อจำกัด หากแต่ยกระดับให้กลายเป็นโครงสร้างทางสังคมที่สนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

หนึ่งในจุดหมายสำคัญของคณะผู้แทนศาสนิกสัมพันธ์ไทย คือการเข้าพบ The Racial and Religious Harmony Circles (Harmony Circles) หน่วยงานภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชนแห่งสิงคโปร์ Harmony Circles ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ และมีภารกิจหลักในการส่งเสริมความกลมเกลียวระหว่างศาสนา และ กลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งไม่เพียงดำเนินการในระดับนโยบายเท่านั้น แต่ยังลงลึกไปถึงระดับชุมชน ผ่านการประสานงาน กับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาสังคมทั่วประเทศ

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ Harmony Circles พบว่ามีจุดเด่น คือการ “ลงมือทำจริง” ด้วยความต่อเนื่องและเป็นระบบ กิจกรรมที่ดำเนินการมีตั้งแต่เวทีเสวนาระหว่างศาสนา เทศกาลวัฒนธรรม เวิร์กชอปสร้างความเข้าใจ การอบรมทักษะการจัดการความขัดแย้ง ไปจนถึงกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสวิถีชีวิตของเพื่อนต่างศาสนา เช่น การเยี่ยมชมศาสนสถาน การเรียนรู้คำสอนเบื้องต้น และการทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพียงการสื่อสารให้เข้าใจ แต่คือการปลูกฝัง “ความคุ้นเคยกับความต่าง” ตั้งแต่วัยเยาว์

เบื้องหลังความสำเร็จของสิงคโปร์ในการบริหารสังคมพหุวัฒนธรรมคือการออกแบบนโยบายและกฎหมายที่คำนึงถึงทุกมิติของความแตกต่างอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็น Maintenance of Religious Harmony Act (MRHA) ที่ควบคุมและป้องกันการยุยงปลุกปั่น หรือดูหมิ่นศาสนาอื่น Group Representation Constituency (GRC) ระบบเลือกตั้งที่กำหนดให้เขตเลือกตั้งต้องมีผู้แทนจากหลายเชื้อชาติ Ethnic Integration Policy (EIP) นโยบายที่กำหนดให้มีการกระจายกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่อยู่อาศัย เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริงในระดับชุมชน กฎหมายและนโยบายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐในการควบคุม แต่เป็น “โครงสร้างทางสังคม” ที่เอื้อต่อความเข้าใจและความไว้วางใจที่ยั่งยืน

คณะผู้แทนศาสนิกสัมพันธ์ไทยยังได้เยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนกับองค์กรศาสนาอื่น ๆ เช่น สหพันธ์พระพุทธศาสนาแห่งสิงคโปร์ (Singapore Buddhist Federation – SBF) องค์กรหลักที่ดูแลและประสานงานกิจการพระพุทธศาสนาในสิงคโปร์ มีบทบาทในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอน ควบคู่กับการส่งเสริมสมาธิ และการมีจิตสำนึกเพื่อสังคม และองค์กรความร่วมมือระหว่างศาสนาแห่งสิงคโปร์ (Inter-Religious Organisation – IRO) ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของผู้นำศาสนาหลายศาสนา เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ยิว ซิกข์ และศาสนาอื่น ๆ โดยมีภารกิจหลักในการส่งเสริมความสามัคคีทางศาสนา ความเคารพซึ่งกันและกัน และการจัดกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้ข้ามศาสนาอย่างสม่ำเสมอ

รวมถึงเยี่ยมชมศาสนสถานสำคัญ เช่น วัดเทียนฮกเก๋ง วัดจีนนิกายมหายานที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์วัดศรีวิรามกาลีอัมมัน วัดฮินดูอันเก่าแก่ใจกลางย่านลิตเติลอินเดีย วัดพระเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นวัดพุทธมหายานที่ออกแบบอย่างงดงามตามศิลปะแบบจีน มัสยิดสุลต่าน (Masjid Sultan) ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมในสิงคโปร์ วัดซิกข์ บนถนนสีลัต ศาสนสถานของชาวซิกข์ซึ่งเป็นทั้งวัดและศูนย์มรดกซิกข์ อาสนวิหารของผู้เลี้ยงแกะที่ดี (Cathedral of the Good Shepherd) โบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ และวัดอนันทเมตยาราม หรือที่รู้จักกันในนามวัดไทยในสิงคโปร์ ศูนย์รวมใจของชาวพุทธไทยและชาวไทยในต่างแดน ซึ่งทุกแห่งล้วนเป็นประจักษ์พยานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในพื้นที่เดียวกัน

ผู้นำศาสนาจากคณะผู้แทนไทยได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ เช่น พระโสภณวชิราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ชื่นชมบทบาทของสิงคโปร์ที่สามารถใช้กฎหมายเพื่อสร้างความสมดุลทางศาสนาและเชื้อชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเสนอให้ส่งเสริมการตั้งองค์กรศาสนาในลักษณะ NGO และขยายบทบาทไทยในเวทีศาสนานานาชาติ นายวิศรุต เลาะวิถี ผู้แทนสำนักจุฬาราชมนตรี (ศาสนาอิสลาม) สนับสนุนการเปิดพื้นที่สนทนาศาสนาในระดับชุมชน และเสนอให้มีช่วงสะท้อนความคิดระหว่างกิจกรรม บาทหลวงสุวัฒน์ เหลืองสะอาด ผู้แทนสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย (ศาสนาคริสต์) เห็นว่ารูปแบบของ Harmony in Diversity Gallery ควรนำมาปรับใช้กับไทยเพื่อสื่อสารแนวคิดพหุวัฒนธรรม และเสนอให้ภาครัฐนำรูปแบบ

ความร่วมมือระหว่างรัฐกับองค์กรศาสนาในสิงคโปร์มาประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนของไทย นายบ๊อบบี้ ริชิ ผู้แทนสมาคมฮินดูสมาช (ศาสนาฮินดู) สนับสนุนเวทีหารือศาสนาและการสร้างเครือข่ายระยะยาว และ นายปินเดอร์ปาล ซิงห์ มาดาน ผู้แทนสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา (ศาสนาซิกข์) เสนอให้นำแนวคิด Harmony Circle มาประยุกต์ใช้ โดยเน้นกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับพิธีกรรม พร้อมชื่นชมคำขวัญอย่าง mutual respect และ humanity ที่ส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันในหมู่ศาสนิกชน

การเรียนรู้จากสิงคโปร์ครั้งนี้ ได้จุดประกายแนวทางใหม่ในการบริหารจัดการความหลากหลายในสังคมไทย ด้วยการบัญญัติกฎหมายที่ควบคุมและป้องกันการยุยงปลุกปั่น หรือดูหมิ่นศาสนา การเน้น “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ผ่านเครือข่ายความร่วมมือที่ไม่ขึ้นต่อภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เน้นความร่วมมือข้ามศาสนาในระดับชุมชน เช่น การตั้ง “กลุ่มเสวนาศรัทธา” ในแต่ละจังหวัด การสร้างเวทีเยาวชนข้ามศาสนาในโรงเรียน หรือการส่งเสริมโครงการบริการสังคมร่วมกันระหว่างศาสนา

แนวคิด Harmony Circle แบบไทย ๆ อาจถือกำเนิดจากพื้นที่วัด ศาสนสถาน ชุมชน ในแต่ละท้องถิ่น โดยอาศัยพลังของผู้นำศาสนา เยาวชน และประชาชน ในการร่วมกันออกแบบกิจกรรมข้ามศรัทธาอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเคารพ ความเข้าใจ และความร่วมมือ

ด้วยพลังศรัทธาและมิตรภาพที่เปิดใจสู่ความแตกต่าง ประเทศไทยย่อมสามารถกำหนดโครงสร้างทางสังคมที่หล่อหลอมความหลากหลายเป็นหนึ่งเดียวได้ในแบบของตนเอง เพื่อค้นพบเส้นทางแห่งสันติสุขที่เหมาะสมกับหัวใจไทยอย่างแท้จริง






