เกร็ดความรู้ด้านศาสนาในพิธีบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
เรื่อง การสวดพระอภิธรรม
โดยกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม
*****************************************************************

การสวดพระอภิธรรม
การสวดพระอภิธรรมเป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นธรรมเนียมหรือประเพณีที่พุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติในพิธีบำเพ็ญกุศลที่เกี่ยวเนื่องกับศพหรือผู้วายชนม์ เจ้าภาพหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้วายชนม์จะนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน ๔ รูป สวดพระอภิธรรม ณ สถานที่บำเพ็ญกุศลศพ ซึ่งโดยมากมักเป็นเวลาช่วงค่ำหรือตอนกลางคืน ทั้งนี้ หากเป็นพระศพของเจ้านายจะจัดให้มีการสวดทั้งกลางวันและกลางคืนตามจำนวนวันที่กำหนดในกรณีของศพของบุคคลหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ตลอดจนพระศพเจ้านายสำนักพระราชวังจะได้มีหมายรับสั่งให้กรมการศาสนามีฎีกานิมนต์ “พระพิธีธรรม” สวดพระอภิธรรม
ซึ่งในปัจจุบันพระพิธีธรรมในกรุงเทพมหานครมาจากพระอาราม ๑๐ พระอาราม คือ
๕. วัดสระเกศ
๖. วัดราชสิทธาราม
๗. วัดระฆังโฆสิตาราม
๘. วัดจักรวรรดิราชาวาส
๙. วัดประยุรวงศาวาส
๑๐. วัดอนงคาราม
บทที่ใช้ในการสวดพระอภิธรรม
บทที่ใช้ในการสวดพระอภิธรรมนั้นมีหลายบท เช่น บทพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ บทพระธรรมใหม่ บทพระอภิธัมมัตถสังคหะ (บทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักธรรมในพระอภิธรรมปิฎกที่รวบรวมและย่อธรรมะขั้นสูงเรื่องจิต เจตสิก รูป นิพพาน) บทสวดสหัสนัย บทสวดมนต์แปล แต่บทสวดหลักที่ใช้สวดโดยทั่วไป คือ บทพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ที่เป็นคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่กล่าวถึงปรมัตถธรรม อันได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ซึ่งเป็นธรรมอันละเอียดลุ่มลึกและประเสริฐกว่าธรรมทั้งหมด ไม่กล่าวพาดพิงถึงสัตว์ บุคคล เหตุการณ์และสถานที่แต่อย่างใด การได้ฟังพระอภิธรรมจะทำให้ผู้ฟังเกิดการเปรียบเทียบกับการจากไปของผู้วายชนม์ ที่ทำให้เห็นถึงสัจธรรมของชีวิตที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด บทพระอภิธรรมมีทั้งหมด ๗ บท ได้แก่
บทที่ ๑ บทพระสังคณี หรือพระธัมมสังคณี เป็นบทที่ว่าด้วยเรื่อง ๑) กุศล คือ ความดี ๒) อกุศล คือ ความไม่ดีหรือความชั่ว ๓) อัพยากฤต คือ เรื่องที่เป็นกลางๆ ไม่เป็นทั้งความดีและความชั่ว
บทที่ ๒ บทพระวิภังค์ เป็นบทที่กล่าวถึงการจำแนกส่วนประกอบของชีวิตออกเป็น ๕ ขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
บทที่ ๓ บทพระธาตุกถา เป็นบทที่ว่าด้วยการเข้ากันได้ของธาตุต่าง ๆ อันเป็นธรรมชาติที่คงไว้ซึ่งสภาพของตน เช่น เยื่อกระดูก เลือด ปัสสาวะ ลมหายใจ ความร้อนในร่างกาย ความรู้สึก เป็นต้น
บทที่ ๔ บทพระปุคคลบัญญัติ เป็นบทที่ว่าด้วยการแบ่งประเภทของบุคคล คือ แบ่งตามรูปร่างผิวพรรณ ตามอวัยวะการรับรู้ แบ่งตามลักษณะธาตุทั้ง ๖ แบ่งตามตวามจริง แบ่งตามสิ่งที่เป็นใหญ่ในร่างกาย แบ่งตามลักษณะคุณธรรมของแต่ละบุคคล
บทที่ ๕ บทพระกถาวัตถุ เป็นบทที่ว่าด้วยการตัดสินข้อขัดแย้ง เพื่อหาสิ่งที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
บทที่ ๖ บทพระยมก เป็นบทที่ว่าด้วยการอธิบายหลักธรรมด้วยการตั้งคำถามคำตอบเป็นคู่ๆ กัน เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ชัดเจนขึ้น
บทที่ ๗ บทพระมหาปัฏฐาน เป็นบทที่ว่าด้วยเรื่องปัจจัยในการสนับสนุนของแต่ละเรื่อง เช่น ปัจจัยสนับสนุนจากสิ่งที่เป็นเหตุ ๖ ประการ ปัจจัยสนับสนุนจากสิ่งที่เป็นอารมณ์ ๖ ประการ เป็นต้น
ทำนองที่ใช้ในการสวดพระอภิธรรม
ในการสวดพระอภิธรรมนั้น พระสงฆ์ที่นิมนต์มาสวด มีการสวดในทำนองที่แตกต่างกันออกไป และทำนองการสวดนั้น มีดังต่อไปนี้
๑. ทำนองสังโยค เป็นการสวดเหมือนกับการสะกดตัวในหนังสือประกอบคำอ่าน โดยสวดเป็นประโยค เช่นเดียวกับที่พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ พระสงฆ์ใช้ทำนองนี้สวดในงานศพของประชาชนทั่วไป
๒. ทำนองหลวง เป็นการสวดที่มีระดับเสียงสูงต่ำ เบาหนัก สั้นยาว ที่มีลักษณะเป็นทำนองหลัก ซึ่งถือเป็นทำนองมาตรฐานของการสวดพระอภิธรรมของพระพิธีธรรม ซึ่งทำนองหลวงนี้มีการแบ่งย่อยออกไป เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบทสวดและของแต่ละวัด พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน กลฺยาณธมฺโม) วัดราชสิทธาราม ได้อธิบายไว้ในหนังสือพระพิธีธรรมว่า ทำนองหลวงที่ใช้สวดมีทำนองต่างๆ ดังนี้
๒.๑ ทำนองกะ คือ การสวดที่มีลักษณะออกเสียงลงตัว ชัดเจน และเอื้อนเสียงมีจังหวะหยุดเป็นวรรค ซึ่งมี ๒ ลักษณะ คือ กะเปิด มีการสวดเน้นการออกเสียงคำสวดชัดเจน และกะปิด เป็นการสวดเอื้อนเสียงยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้งบท
๒.๒ ทำนองเลื่อน คือ การสวดที่มีการเอื้อนเสียงสวดยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้งบท ไม่เน้นความชัดเจนของคำสวด ซึ่งบางครั้งก็เรียก กะเลื่อน หรือกะเคลื่อน
๒.๓ ทำนองลากซุง คือ การสวดที่มีการออกเสียงหนักลงที่ทุกตัวอักษร โดยการลากเสียงเอื้อนจากหนักไปหาเบาตลอดทั้งบท เหมือนการลากซุงหรือลากสิ่งของที่หนัก จะมีเสียงเคลื่อนแรงในช่วงแรกและเมื่อใกล้จะหมดกำลัง เสียงก็จะเบาลง
๒.๔ ทำนองสรภัญญะ คือ การสวดสังโยค สวดเป็นรูปประโยคและหยุดตามรูปประโยคของฉันทลักษณ์ ซึ่งจะมีการใช้เสียงเอื้อนบ้างเล็กน้อยไม่ให้เสียอักขรวิธี
ทำนองสังโยค พระสงฆ์จะใช้สวดพระอภิธรรมในงานศพของประชาชนโดยทั่วไป ส่วนทำนองหลวงนั้น พระสงฆ์ใช้สวดพระอภิธรรมในงานศพของบุคคลสำคัญ เช่น พระบรมศพ พระบรมศพเจ้านาย หรือในงานบำเพ็ญกุศลศพของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์ เป็นต้น
ในการสวดทำนองหลวงนั้น พระที่สวดเป็น “พระพิธีธรรม” จากพระอารามที่ได้รับแต่งตั้งให้มีพระพิธีธรรม ในกรุงเทพมหานคร มีพระอารามจำนวน ๑๐ พระอาราม โดยแต่ละพระอารามนั้นใช้บทสวดและทำนองการสวดพระอภิธรรมที่แตกต่างกันออกไป ดังนี
๑. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ใช้บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองกะ ทำนองเลื่อน และทำนองลากซุง
๒. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ใช้บทสวดพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองเลื่อน และทำนองลากซุง
๓. วัดราชสิทธาราม ใช้บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองกะ
๔. วัดระฆังโฆสิตาราม ใช้บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองเลื่อน
๕. วัดจักรวรรดิราชาวาส ใช้บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ และพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองกะ และทำนองเลื่อน
๖. วัดอนงคาราม ใช้บทสวดพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองกะ และทำนองเลื่อน
๗. วัดสระเกศ ใช้บทสวดพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองเลื่อน และทำนองสรภัญญะ
๘. วัดสุทัศนเทพวราราม ใช้บทสวดพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองสรภัญญะ และทำนองกะ
๙. วัดบวรนิเวศวิหาร ใช้บทสวดพระอภิธัมมัตถสังคหะ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองสรภัญญะ
๑๐. วัดประยุรวงศาวาส ใช้บทสวดพระธรรมใหม่ โดยใช้ทำนองการสวดเป็นทำนองกะ
สรุป
การสวดพระอภิธรรมเป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สืบทอดกันมายาวนาน และบทสวดที่ใช้ในการสวดพระอภิธรรมนั้น นอกจากเป็นการสวดเพื่ออุทิศให้แก่ผู้วายชนม์ไปแล้ว หากยังเป็นคติสอนใจผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วยว่า สรรพสิ่งนั้น เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา
เสียงพระสวดพระอภิธรรมในยามค่ำคืนของงานศพ เป็นเสมือนการแสดงออกถึงความระลึกนึกถึงและความเคารพต่อผู้ที่จากไป ถือเป็นการส่งวิญญาณให้ไปสู่สุคติด้วยแรงแห่งบุญกุศลที่ผู้เป็นเจ้าภาพและผู้มาร่วมพิธีตั้งใจอุทิศให้ ขณะเดียวกันก็มีความสำคัญต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นการช่วยเตือนให้ผู้ฟังได้ระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตตามคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีใครสามารถหลีกพ้นความตายได้ การได้ฟังเสียงพระสวดจึงเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สงบใจ พิจารณาชีวิต และสร้างสติให้เกิดขึ้นในท่ามกลางความสูญเสีย การสวดพระอภิธรรมจึงไม่เพียงแต่เป็นขนบธรรมเนียมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความเมตตา และการยอมรับในกฎแห่งธรรมชาติที่มีอยู่
อ้างอิง
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. (2561). พระพิธีธรรม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.กรมศิลปากร. (2564). จดหมายเหตุงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร. กรุงเทพฯ : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, กรมศิลปากร.หอมรดกไทย. (ออนไลน์). พิธีสงฆ์ในงานบุญ. สืบค้นจาก http://www.thaiheritage.net/religion/